ประชากร AEC อยากทำอาชีพอะไร และตลาดการศึกษาของแต่ละประเทศ

การผนวกรวมด้านเศรษฐกิจ การเมืองความมั่นคง และวัฒนธรรมภายใต้กฎบัตรอาเซียน ซึ่งเป็นเหมือนกรอบกติกาการอยู่ร่วมกันของผู้คนในประชาคมอาเซียน ที่ไม่เพียงแต่จะดารงอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติใน 10 ประเทศสมาชิก เท่านั้น แต่พลเมืองในประเทศเหล่านี้ยังจะถูกเรียกขาน ในฐานะ “พลเมืองอาเซียน” ซึ่งย่อมเป็นคนรุ่นใหม่ ที่จะเติบโตและเป็นผู้กุมชะตาความเป็นไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลเป็นระยะๆ เพื่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน อยู่ที่เสาหลักด้านเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันจะได้ยินคาว่า “เออีซี” หรือ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”

ดังนั้นการได้ทราบว่า “พลเมืองอาเซียน รุ่นใหม่” กาลังมุ่งหน้าตั้งเข็มทิศอนาคตของตัวเองกันไว้อย่างไร แล้วคนรุ่นใหม่ในอาเซียนสนใจฝึกฝนทักษะความรู้ความสามารถเพื่อพัฒนาสู่การทามาหาเลี้ยงชีพในเรื่องใด จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเมื่ออาเซียนคือตลาดและฐานผลิต เดียวกัน เคลื่อนย้ายทุน สินค้า แรงงานมีฝีมืออย่างเสรีไปมาระหว่างกัน โอกาสของคนไทย รุ่นใหม่ในการออกไปทางานในประเทศเพื่อนบ้าน ย่อมมีพอๆ กับคนในประเทศเพื่อนบ้านจะเข้ามาทางานในประเทศไทย แต่ความต่างคือทักษะทางอาชีพและความคล่องตัว ยืดหยุ่นที่แต่ละคนจะเปิดรับและฝึกฝนได้มากแค่ไหน หากจะดูอนาคตอาเซียน อาจต้องเริ่มพินิจที่ทัศนคติของเยาวชนอาเซียนกันก่อนว่า พวกเขาหรือเธอมีเป้าหมายใดในชีวิต

จากผลสารวจหัวข้อ “อาชีพในฝัน” ของเด็กในวัย 7-14 ปี ในไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยอเด็ดโก้ การสารวจในประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม 2555 พบว่า 5 อาชีพในฝันของเด็กไทย คือ แพทย์ ครู ทนายความ พ่อครัว นักธุรกิจ และสัตวแพทย์ ขณะที่ 5 อาชีพในฝันของเด็กวัยเดียวกันในสิงคโปร์ คือ ครู แพทย์ นักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และศิลปิน ส่วนในมาเลเซีย ซึ่งมีข้อมูล ผลการสารวจของปี 2554 เป็นชุดล่าสุดระบุว่า 5 อาชีพ ในฝันของเด็กชาวมาเลเซีย คือ แพทย์ นักบิน ตารวจ ทนายความ และครู เป็นที่น่าสนใจว่า เด็กทั้ง 3 ชาติให้ความสนใจกับอาชีพแพทย์เป็นอย่างมาก และอาชีพแพทย์คือ 1 ใน 8 สาขาอาชีพนาร่องที่จะเปิดให้เคลื่อนย้ายแรงงานเสรีเมื่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งในขณะนี้ประเทศสมาชิก ได้ร่วมกันกาหนดมาตรฐานของผู้ประกอบอาชีพ (MRAs) แล้ว
นอกจากนี้ในรายงานการวิเคราะห์ตลาดการศึกษา โดยบริติช เคาน์ซิล ยังระบุว่า ตลาดการศึกษาในอาเซียนกาลังมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในเวียดนาม คนรุ่นใหม่ให้ความสาคัญกับการศึกษาในระดับปริญญาโทเพิ่มขึ้นกว่า 139% ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่รัฐบาลเวียดนามก็ให้ความสาคัญกับการลงทุนด้านการศึกษาระดับสูงแก่เยาวชน ในประเทศเป็นภารกิจหลัก เนื่องจากเห็นว่าเป็นวิถีทาง บริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ โดยสาขาวิชาที่มีผู้ต้องการศึกษามากที่สุด ได้แก่ การบริหารจัดการธุรกิจ การเงิน การท่องเที่ยว เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยเฉพาะวิศวกรรมศาสตร์นับว่าเป็นสาขาที่มี ชาวเวียดนามรุ่นใหม่สนใจเรียนจำนวนมาก

ขณะที่รายงานของบริติช เคาน์ซิลในฟิลิปปินส์ซึ่งจัดทาเมื่อปี 2553 ระบุว่า นักศึกษาฟิลิปปินส์สนใจเรียนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเป็นอันดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น การแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล ตามมาด้วยสาขาที่เกี่ยวกับธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการจัดการธุรกิจ การตลาด ส่วนสาขาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศกาลังอยู่ในความสนใจที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ชาวฟิลิปปินส์รุ่นใหม่ยังมุ่งมั่นกับการไปศึกษาต่อในต่างประเทศในสาขาที่หลากหลาย อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ กฎหมาย สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวและการโรงแรม โดยมีข้อมูลระบุว่า เด็กฟิลิปปินส์ 50% สนใจเรียนในสาขาการจัดการธุรกิจ และอีก 31% สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกในต่างประเทศ

ขณะที่ในอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน คือราว 232 ล้านคนและประชากรกว่า 30% อยู่ในวัยต่ากว่า 15 ปี กลับมีผู้เข้าสู่การศึกษาขั้นสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) ประมาณ 4.8 ล้านคน โดยคนเหล่านี้มีความสนใจที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศเพื่อสร้างโอกาสในการหางาน เนื่องจากมีผลสารวจระบุว่า นายจ้างในอินโดนีเซีย ยินดีรับผู้จบการศึกษาจากต่างประเทศมากกว่า ซึ่งใน ด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนปัญหาความไม่สมดุลระหว่างดีมานด์ และซัพพลายในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพในประเทศ ซึ่งทาให้เยาวชนอินโดนีเซียต้องออกไปแสวงหาการศึกษา ขั้นสูงในต่างประเทศ

ด้านมาเลเซีย ซึ่งมีเป้าหมายยกฐานะเป็นประเทศพัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ภายในปี 2563 ดังนั้นมาเลเซียจึงมีมาตรการและเครื่องมือหลายด้านเพื่อผลักดันให้ไปสู่ เป้าหมายดังกล่าว ซึ่งการลงทุนสร้างทุนมนุษย์อย่างมโหฬารเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะพามาเลเซียไปถึงเป้าหมายที่วางไว้

แต่อย่างไรก็ตามในปี 2554 มีรายงานระบุว่า มาเลเซียมีกาลังแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ขึ้นไปเพียง23% ด้วยเหตุนี้ หากมาเลเซียต้องการยกระดับสู่การเป็นประเทศรายได้สูงหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จาเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนกาลังแรงงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปให้ได้ 37% ภายในปี 2558 เป้าหมายเหล่านี้กระตุ้นให้รัฐบาลมาเลเซียออกแรงผลักดันให้มหาวิทยาลัยของรัฐรับอาจารย์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกมากขึ้น จากปัจจุบันมีอาจารย์ระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศ 36% ขณะที่ภาครัฐ ตั้งเป้าหมายผลิตผู้จบปริญญาเอกให้ได้จานวน 18,000 คน ภายในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่มาเลเซียจะเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนเช่นสมาชิกอีก 9 ชาติในภูมิภาคนี้ ความเคลื่อนไหวต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนและความฝันใฝ่ต่ออาชีพในอนาคตของพลเมืองอาเซียนรุ่นใหม่ กาลังชี้นาให้เห็นถึงอนาคตของภูมิภาคนี้ และเป็นโอกาสของตลาดการศึกษาขั้นสูงที่จะ จับกระแสและจับอาการของตลาดนี้ได้
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ


Powered by ออกแบบเว็บไซต์.net | Designed by: theme for wordpress | Thanks to Tim McGraw Tour, Körkortsteori and Wicked Fort Lauderdale